แสดงบทความที่มีป้ายกำกับ สมุนไพร แสดงบทความทั้งหมด
แสดงบทความที่มีป้ายกำกับ สมุนไพร แสดงบทความทั้งหมด

โรคเบาหวาน





โรคเบาหวาน  เป็นโรคอันตรายอีกโรคหนึ่ง ปัจจุบันนี้นี้มีผู้คนเจ็บป่วยเป็นโรคเบาหวานกันมากขึ้น และผู้ที่ป่วยเป็นโรคเบาหวานมักจะเป็นผู้ที่มีอายุประมาณ 40 ปี ขึ้นไปแล้ว และเป็นได้ทุกเพศทั้งหญิงและชาย แต่ถ้าอายุน้อยกว่า 40 ปี ก็เป็นกันได้แต่อาจจะน้อยกว่า สิ่งที่จะทำให้เกิดโรคเบาหวานได้ง่าย เช่น การรับประทานอาหารตามความต้องการของตัวเอง  มีความสุขอยู่กับการรับประทานมากเกินไป  อย่างเช่น รับประทานอาหารแต่เนื้อสัตว์ ไข่ นม เนย หมู ไก่ เห็ด เป็ด มากจนเกินไป ผู้มีรายได้ฐานะดีส่วนใหญ่มักจะป่วยเป็นโรคเบาหวานมาก  และอีกกรณีคนที่นั่งๆ นอนๆ กินแล้วก็พักผ่อน พักผ่อนแล้วก็กินต่อไปอีก ก็มักจะเป็นโรคเบาหวานกันได้ง่ายๆ  เช่นกัน


การเป็นโรคเบาหวานนั้น จะเกิดอาการที่ผิดปกติกับตับอ่อนของเรา ซึ่งตับอ่อนจะทำหน้าที่สร้างฮอร์โมนอินซูลิน แต่เมื่อเราเป็นโรคเบาหวาน ตับอ่อนก็จะสร้างฮอร์โมนอินซูลินลดน้อยลงหรืออาจจะสร้างฮอร์โมนนี้ไม่ได้แล้ว ซึ่งอินซูลินที่ออกมานี้จะทำหน้าที่เผาผลาญน้ำตาลมาใช้เป็นพลังงาน แต่เมื่อเป็นโรคเบาหวาน ตับอ่อนก็ทำหน้าที่นี้ไม่ได้ อินซูลินที่เป็นฮอร์โมนก็มีไม่เพียงพออีก จึงทำให้น้ำตาลในร่างกายไม่ได้ถูกนำเอาไปใช้เป็นพลังงาน ผลที่เกิดคือทำให้เกิดการสะสมของน้ำตาลขึ้นมาในร่างกาย โดยเฉพาะจะไปอยู่ในกระแสเลือด รวมทั้งส่วนต่างๆ ของร่างกายด้วย



พูดง่ายๆ ก็คือเกิดมีน้ำตาลสะสมกันมากมายเกินพอดี เกินความจำเป็นในร่างกายผู้ที่เป็นโรคเบาหวานไปแล้ว ส่วนไตทำหน้าที่กรองเอาน้ำตาลออกมาทางปัสสาวะ จึงทำให้น้ำปัสสาวะมีรสหวาน หวานจนมดขึ้นเลยทีเดียว กลายเป็นน้ำเชื่อมไปในทันที  ผู้ป่วยด้วยโรคเบาหวานจะปัสสาวะบ่อยและมากกว่าบุคคลปกติทั่วไปที่ไม่ได้เป็นเบาหวาน น้ำตาลที่ออกมาจากไตมากับน้ำปัสสาวะ จะนำเอาน้ำที่มีอยู่ในเลือดออกมาด้วย จึงทำให้ร่างกายผู้ที่เป็นเบาหวานขาดน้ำผิดธรรมดากว่าคนปกติทั่วไป

ผู้ป่วยด้วยโรคเบาหวานจึงดื่มน้ำบ่อยมาก เดี๋ยวดื่ม เดี๋ยวดื่มอีกแล้ว บางกรณีผู้ป่วยบางคนก็ถ่ายอุจจาระมีไขมันปนออกมาด้วย  ทำให้เกิดอาการอ่อนเพลีย ร่างกายจึงซูบผอมลงไปเรื่อยๆ ผู้ป่วยเป็นโรคเบาหวานจะมีดวงตาที่หวานด้วย แล้วดวงตาก็เกิดเป็นต้อขึ้นมาคือโรคต้อกระจกนั่นเอง ดวงตาจะฝ้าฟาง ขุ่นมัว มองอะไรก็ไม่ถนัด และผิวหนังของผู้ป่วยด้วยโรคนี้ก็มีน้ำตาลอยู่มาก จะทำให้เกิดการติดเชื้อได้ง่าย ทำให้เกิดบาดแผลได้ง่าย แต่เวลาจะหาย จะหายยากมาก ผู้ที่รับประทานอาหารประเภทไขมันมากๆ ชอบรสหวานจัด ก็จะมีโอกาสเป็นโรคเบาหวานได้ง่ายเช่นกัน 


โรคเบาหวานนั้น แพทย์บอกว่าน่าจะเป็นกรรมพันธุ์ก็ได้ด้วย ถ้าพ่อแม่หรือบรรพบุรุษป่วยเป็นโรคเบาหวานแล้ว ลูกหลานก็อาจจะป่วยเป็นโรคเบาหวานตามไปด้วย ผู้ป่วยด้วยโรคเบาหวานมักเกิดอาการคันตามผิวหนังเสมอ หากเป็นสตรีก็จะเกิดอาการบวมแดงที่บริเวณช่องคลอดอีกด้วย โดยปกติแล้วคนเราโดยทั่วไปจะไม่มีน้ำตาลในเลือดเกินปกติธรรมดา ก่อนรับประทานอาหารจะตรวจวัดได้ไม่เกิน 120 มิลลิกรัม/เลือด 100 ซีซี หากมีน้ำตาลในน้ำปัสสาวะจะต้องมีน้ำตาลในเลือดสูงเกิน 180 มิลลิกรัม/เลือด 100 ซีซี  ในบุคคลที่สูงอายุบางรายมีน้ำตาลในเลือดสูงมากจนผิดปกติ กล่าวคือสูงถึง 300 มิลลิกรัม/เลือด 100 ซีซี แต่ตรวจไม่พบน้ำตาลในปัสสาวะเลยก็มีอยู่




เมื่อเจ็บป่วยเป็นโรคเบาหวานแล้ว ยา "สมุนไพร" ย่อมช่วยได้เสมอเมื่อเอายาที่เหมาะสมถูกกับโรคมาใช้ประโยชน์เพื่อบำบัดรักษาโรคเบาหวาน โดยรับประทานตามกำหนด ตามขนาดและปฏิบัติตนเองให้เป็นไปตามคำแนะนำสม่ำเสมอ ควบคุมอาหารให้ดี อย่าไปรับประทานหรือดื่มเครื่องดื่มที่มีรสหวานๆ อย่ารับประทานผลไม้ที่มีรสหวานๆ อย่าดื่มเหล้าเบียร์ อย่าปล่อยให้ตัวเองอ้วนมากๆ อย่ารับประทานน้ำตาลและไขมันทุกชนิด อย่ารับประทานน้ำอัดลม ขนมหวานๆ 


ส่วนอาหารสำหรับผู้ป่วยเป็นโรคเบาหวานที่สมควรรับประทาน อาทิเช่น วุ้นเส้น ผักใบเขียวชนิดต่างๆ ผักสีเหลืองก็ได้ ผลไม้ก็อย่าไปรับประทานที่มีรสหวานมากๆ  อาจจะรับประทานแตงไทย มะยม ฝรั่ง  ส้มโอ มะม่วงดิบ  ส้มเขียวหวาน การใช้น้ำมันสำหรับปรุงอาหาร ควรใช้น้ำมันพืชจะดีกว่าน้ำมันสัตว์และน้ำกะทิ น้ำมันมะพร้าวก็ไม่ดี แต่ว่าถึงจะรับประทานน้ำมันพืชก็ไม่ควรรับประทานมากเกินไป และอย่าลืมว่าจะต้องเอา สมุนไพร มาช่วยบำบัดรักษาอาการของเบาหวานด้วย มีอะไรบ้างขอแนะนำดังต่อไปนี้ 

"สมุนไพร" ที่บำบัดรักษาอาการเบาหวานที่ดีมีอยู่ก็คือ

1.ผลมะระ                          
2.ต้นกระทืบยอด (ไมยราบ)                
3.เถาตำลึงแก่
4.รากเตยหอม                    
5.ผลมะแว้งเครือ/มะแว้งต้น                
6.เมล็ดหว้า
7.ใบ/เมล็ดอินทนิลน้ำ (ตะแบกดำ)     
8.ต้นหมากดิบน้ำค้าง (หญ้ารากหอม)


ในวงการแพทย์แผนโบราณนั้นรู้จักกันดีว่า พืชสมุนไพรที่กล่าวมาแล้วข้างต้นนั้น สามารถเอามาบำบัดรักษาอาการของโรคเบาหวานได้ดีมาก ผู้ป่วยจะหายจากโรคอันทรมานนี้ได้เสมอเมื่อปฏิบัติตัวเองให้ดีตามคำแนะนำ ส่วนสูตรวิธีทำตามข้างล่างนี้เลย






ส่วนผสม
เนื้อของผลมะระผลเล็ก หั่นตากแห้ง        200  กรัม
ใบเตยหอมสับชิ้นเล็กๆ          1  ต้น


วิธีปรุง

นำเนื้อของผลมะระที่ตากแห้งมาใส่ในหม้อต้ม 3 ช้อนโต๊ะ ใส่ใบเตยหอมสับลงไปด้วย และใส่น้ำพอประมาณ ต้ม เคี่ยว ให้ตัวยาออกมาจากมะระมากๆ เคี่ยวให้น้ำยางวดแห้งลงเล็กน้อยก็ยกหม้อยาลงได้



ขนาดรับประทาน

นำมาดื่มครั้งละ 1 แก้วเล็ก เช้า กลางวันและเย็น วันละ 3 เวลา ดื่มทุกวันต่อเนื่องมาจนถึงวันที่ 5 หรือวันที่ 6 ก็ลองไปให้แพทย์วัดน้ำตาลในเลือดดูว่าน้ำตาลนั้นลดลงไปแล้วหรือยัง หากลดลงก็หยุดยาได้ หากยังไม่ลดก็ดื่มยาต่อไปอีกจนลดลงเป็นปกติ อย่าลืมปฏิบัติตนเองในการควบคุมอาหารอย่างเคร่งครัด เพื่อผลการรักษาที่ดี

................................





ส่วนผสม
ต้นกระทืบยอดสด ล้างสะอาด    1  กำมือ
เตยหอมล้างสะอาด   1 ต้น

วิธีปรุง
เอาต้นกระทืบยอดมาสับเป็นท่อนสั้น ๆ รวมทั้งใบเตยหอมด้วย นำใส่หม้อต้ม เคี่ยวให้ตัวยาออกมามากๆ จนน้ำยางวดลงเล็กน้อยก็ใช้ได้

ขนาดรับประทาน
ดื่มครั้งละ 1 แก้วเล็ก เช้า กลางวันและเย็น ดื่มไปสัก 5-6 วัน ก็ลองไปวัดน้ำตาลในเลือดดูได้ว่าลดลงหรือยัง ซึ่งน่าจะลดลง

.............................




ส่วนผสม
เถาตำลึงแก่ล้างสะอาดทุบสับชิ้นเล็ก ๆ  1  กำมือ
ต้นเตยหอมล้างสะอาดสับชิ้นเล็ก   1 ต้น

วิธีปรุง
เอาสมุนไพรทั้ง 2 ชนิดมาใส่ลงไปในหม้อต้มยา ใส่น้ำพอท่วม 
ต้มเคี่ยว ให้งวดลงเล็กน้อย เอาน้ำมาดื่มเป็นยาได้

ขนาดรับประทาน
ดื่มครั้งละ 1 แก้วเล็ก เช้า กลางวันและเย็น วันละ 3 ครั้ง 3 เวลา  ดื่มไปสัก 5-6 วัน ลองไปวัดน้ำตาลในเลือดดูว่าลดไปแล้วหรือยัง  หากลดแล้วก็เลิกดื่ม ยังไม่ลดก็ดื่มต่อไปอีก และคอยตรวจน้ำตาลในเลือดดู หากลดแล้วจึงเลิกดื่มยาได้ ควบคุมน้ำตาลต่อไป

..................................




ส่วนผสม 
รากเตยหอมล้างสะอาด 1 กำมือ 
ต้นเตยหอมล้างสะอาดสับชิ้นเล็กๆ  1 ต้น

วิธีปรุง 
เอารากเตยหอมมาทุบ เอาต้นเตยหอมมาสับเป็นชิ้นเล็กๆ ใส่หม้อต้มยา 
ต้ม เคี่ยวให้ตัวยาออกมามากๆ จนน้ำยางวดลงไปเล็กน้อย

ขนาดรับประทาน 
ดื่มครั้งละ 1 แก้วเล็ก เช้า กลางวันและเย็น วันละ 3 ครั้ง 3 เวลา 
ดื่มไปสัก 5-6 วัน แล้วลองไปวัดน้ำตาลในเลือดดูใหม่ว่าลดลดหรือยัง 
ลดแล้วเลิกดื่มได้และควบคุมอาหารเหมือนเดิม

................................






ส่วนผสม  
เอาผลมะแว้งเครือ / มะแว้งต้น มาสดๆ ล้างสะอาด
แล้วเอามาทำเป็นอาหารรับประทานได้ทันที 
เช่น เอามาจิ้มน้ำพริกกะปิ น้ำพริกปลาทู และน้ำพริกอื่นๆ 

ขนาดรับประทาน 
รับประทานเป็นอาหารสัก 20-30 เม็ด เช้า กลางวันและเย็น  
วันละ 3 ครั้ง ผ่านไปสัก 5-6 วัน ลองไปวัดน้ำตาลในเลือดดู น้ำตาลจะลดลง

.....................................





ส่วนผสม  
เมล็ดลูกหว้าสด  50 เมล็ด  
ใบเตยหอมสับชิ้นเล็ก ๆ 1 ต้น

วิธีปรุง 
เอามาใส่หม้อต้มยา ใส่น้ำลงไปพอประมาณ 
ต้ม เคี่ยวให้ตัวยาออกมามากๆ แล้วเอามาดื่มเป็นยาได้ทันที

ขนาดรับประทาน  
ดื่มครั้งละ 1 แก้วเล็ก วันละ 3 ครั้ง เช้า กลางวัน เย็น 
ดื่มไปสัก 5 – 6 วัน แล้วลองไปวัดน้ำตาลในเลือดดูว่าลดแล้วหรือยัง 
หากลดแล้วก็งดยาไม่ต้องดื่ม แล้วควบคุมอาหาร ควบคุมน้ำตาลต่อไป

..................................



ส่วนผสม 
ใบอินทนิลน้ำแห้ง 10 ใบ 
เมล็ดแห้งของอินทนิลน้ำ 5 ผล 
เตยหอมล้างสะอาดสับเป็นชิ้นเล็ก ๆ 1 ต้น

วิธีปรุง 
เอาสมุนไพรทั้ง 2 ชนิดมาใส่หม้อต้มยา ใส่น้ำสะอาดลงไปพอท่วม 
ต้มเคี่ยวยานี้ไปจนน้ำยางวดลงเล็กน้อย น้ำยาละลายออกมากับน้ำแล้วยกลง 
คงปิดฝาหม้อต้มยาเอาไว้อีก น้ำยาเย็นลงแล้วเอามาดื่มได้เป็นยาทันที

ขนาดรับประทาน  
ดื่มครั้งละ 1 แก้วเล็ก เช้า กลางวันและเย็น วันละ 3 ครั้ง 
เวลาผ่านไปสัก 5 วัน ลองไปตรวจน้ำตาลในเลือดใหม่ว่าลดลงเป็นปกติแล้วหรือยัง 
หากลดลงแล้วให้เลิกยาได้ทันที ถ้ากำลังลดหรือเริ่มลดลงบ้างแล้ว 
ให้ดื่มยานี้ต่อไปอีกแล้วตรวจน้ำตาลในเลือดใหม่

.....................................



ส่วนผสม 
ต้นหมากดิบน้ำค้างล้างสะอาด 1 กำมือ 
เตยหอมล้างสะอาดสับชิ้นเล็กๆ  1 ต้น

วิธีปรุง  
เอาสมุนไพรทั้ง 2 ชนิดมาใส่หม้อต้มยา ใส่น้ำสะอาดลงให้ท่วมตัวยา
พอสมควร ยกหม้อตั้งบนเตาไฟ ต้มเคี่ยว 
ไปจนตัวยาละลายออกมากับน้ำจนงวดลงเล็กน้อย
ก็ยกหม้อต้มยาลงได้ ปิดผาหม้อเอาไว้ให้ความร้อนระอุทั่วกัน 
ตัวยาจะละลายออกมาอีกเรื่อย เย็นลงแล้วดื่มเป็นยาได้ทันที

ขนาดรับประทาน  
ดื่มครั้งละ 1 แก้วเล็ก เช้า กลางวันและเย็น วันละ 3 ครั้ง 
เวลาไปผ่านไปสัก 5-6 วัน ลองไปตรวจน้ำตาลในเลือดดูว่าลดแล้วหรือยัง 
หากลดแล้วก็เลิกดื่มยาได้ แต่ถ้ายังไม่ลดหรือเพิ่งลดลงเล็กน้อย
ให้ดื่มต่อไปอีก เพราะแต่ละบุคคลไม่เหมือนกัน 
มีลดเร็วลดช้าได้เสมอ ต้องควบคุมน้ำตาลเรื่องอาหารให้ดีด้วย 
เพื่อให้ได้ผลเมื่อดื่มยานี้

.....................................





การรักษาโรคไมเกรนด้วยสมุนไพร "ดอกแค"

ดอกแค





นำ ดอกแค ที่ปลูกกันโดยทั่วไปตามบริเวณบ้านเรือนมาเป็นยาแก้อาการปวดศีรษะข้างเดียว หรือ
ไมเกรน ได้ดีอีกอย่างหนึ่ง โดยนำ ดอกแค ทั้งดอกมาล้างน้ำให้สะอาด เอามาลวกจิ้มน้ำพริกกะปิก็ได้ 
ทานเป็นอาหารไปเลย หรือนำดอกแคมาต้มกับซีโครงหมูเป็นแกงจืดก็ได้อร่อยดีด้วย และก็เป็นยา
สมุนไพรที่ดีแก้ไมเกรนได้อีก หรือนำมาผัดกับกุ้งสดก็ได้  แกงส้มก็ดี หรือแกงเหลืองก็ได้ ทานบ่อยๆ 









การรักษาโรค "ไมเกรน" ด้วยสมุนไพร






ผู้ที่ป่วยเป็น "ไมเกรน" จะมีหลายลักษณะ อย่างเช่น เมื่อดื่มเหล้า เบียร์ แล้วเกิดอาการมึนเมา  ก็อาจจะมีอาการไมเกรนขึ้นมาได้ หรือบางทีคนเราหิวมาก เพราะยังไม่ได้ทานอาหารอะไรเลยในมื้อเช้าหรือกลางวัน เมื่อผ่านพ้นไปนานๆ เข้า อาการ “ไมเกรน” ก็จะเกิดขึ้นได้เหมือนกัน

หรือบางครั้งคนเรายุ่งอยู่กับงานมากมาย สมองมึนซึมไปเลย ก็จะเกิดอาการไมเกรน ขึ้นได้อีกเหมือนกัน  และอีกกรณีหนึ่งสำหรับบางคนเมื่ออดนอนมากๆ นอนดึก อาการไมเกรน ปวดศีรษะข้างเดียว ก็ถามหาได้เช่นกัน

ผู้ที่ป่วยเป็นโรคไมเกรนนี้ มักจะเป็นคนที่มีประสาทไวกว่าปกติ จะเกิดความรู้สึกสัมผัสรวดเร็ว เกิดอารมณ์ได้ง่ายๆ เรื่องราวอะไรที่ไม่สบอารมณ์ ก็จะเกิดอารมณ์ทันทียับยั้งไม่ค่อยได้ เรื่องเช่นนี้แต่ละคนจึงมีอาการแตกต่างกัน

“ไมเกรน” แพทย์มีรายงานว่าจะพบมากกับเพศหญิงมากกว่าเพศชาย ไม่ว่าจะเป็นเด็กหรือผู้ใหญ่ก็ตาม จะป่วยเป็นไมเกรนได้ทั้งนั้น  จึงจำเป็นจะต้องให้แพทย์ตรวจและให้คำแนะนำสม่ำเสมอ สมุนไพรต่างๆ ก็สามารถช่วยผู้ป่วยที่เป็นไมเกรนได้ อาทิ
-กระเทียม
-ใบบัวบก
-ดอกแค
พืชสมุนไพรทั้ง 3 ชนิดนี้ สามารถนำเอามาแก้อาการไมเกรนได้ดีมาก ซึ่งได้ผลดีอย่างยิ่ง

กระเทียม




ให้นำ หัวกระเทียม  มาใช้เป็นยาแก้ อาการปวดศีรษะข้างเดียว หรือ ไมเกรน ได้อย่างชะงัดนัก
หัวกระเทียม ที่ใช้ในการปรุงอาหารต่างๆ  อยู่ทุกเมื่อเชื่อวันนี้แหล่ะ สามารถเอามาแก้ไมเกรนได้เลย

วิธีทำคือ ให้นำหัวกระเทียม มาแกะออกเป็นกลีบๆ แล้วนำมารับประทานกับน้ำพริกก็ได้ หรือนำมาผักกับผักก็ได้ ถ้ารับประทานสดๆได้จะยิ่งดี โดยรับประทานครั้งละ 10 กลีบ ทุกๆวัน  หรือจะทำเป็นกระเทียมแคปซูล ก็ได้ โดยนำกระเทียมที่บดละเอียดแล้ว  นำมาบรรจุใส่ในแคปซูล แล้วทานแคปซูลกระเทียมทุกวันก็สะดวกดี อาการปวดศีรษะข้างเดียว หรือ ไมเกรน ก็จะหายไปได้ในที่สุด แต่ต้องรับประทานทุกวันต่อเนื่องกันไป


ใบบัวบก




นำใบบัวบก มาเป็นยาสมุนไพรแก้ ไมเกรนก็ได้อีกอย่างหนึ่ง วิธีทำเป็นยาคือ นำใบบัวบัวมาทั้งเถา  ทั้งใบและก้านนำมารวมกันประมาณ 1 กิโลกรัม แล้วล้างให้สะอาดเสียก่อน   จึงนำมาตัดเป็นท่อนสั้นๆ เอามาโขลกให้ละเอียดหรือนำมาปั่นด้วยเครื่องปั่นไฟฟ้ากับน้ำสะอาด 

ต่อจากนั้นจึงนำมาต้ม เติมน้ำลงไปพอสมควรให้ท่วม  ต้มไปสักประมาณ 5 นาที เมื่อเดือดแล้วก็ยกลง บีบเอากากทิ้งไป เอาแต่น้ำ  และนำมาต้มอีกครั้ง ให้ใส่เกลือป่นลงไปสัก 1 ช้อนชา เมื่อต้มเสร็จแล้ว ทิ้งไว้ให้เย็น แล้วดื่มเป็นยาได้ทันที ให้ดื่มครั้งละ 1 แก้ว เช้า กลางวัน และเย็น  จะเติมน้ำตาลทรายลงไปด้วยเล็กน้อยให้พอหวานนิดๆ ก็ได้ 

เมื่อดื่มเป็นประจำแล้วประมาณ 1 สัปดาห์ อาการไมเกรนก็จะหายไปในที่สุด บัวบก เป็นพืชสมุนไพรที่ดีมาก แก้ร้อนในกระหายน้ำได้ แก้ความดันโลหิตสูงก็ได้  อีกทั้งยังแก้ ไมเกรน หรือปวดศีรษะข้างเดียวได้อีกด้วย

ดอกแค





นำ ดอกแค ที่ปลูกกันโดยทั่วไปตามบริเวณบ้านเรือนมาเป็นยาแก้อาการปวดศีรษะข้างเดียว หรือ
ไมเกรน ได้ดีอีกอย่างหนึ่ง โดยนำ ดอกแค ทั้งดอกมาล้างน้ำให้สะอาด เอามาลวกจิ้มน้ำพริกกะปิก็ได้ 
ทานเป็นอาหารไปเลย หรือนำดอกแคมาต้มกับซีโครงหมูเป็นแกงจืดก็ได้อร่อยดีด้วย และก็เป็นยา
สมุนไพรที่ดีแก้ไมเกรนได้อีก หรือนำมาผัดกับกุ้งสดก็ได้  แกงส้มก็ดี หรือแกงเหลืองก็ได้ ทานบ่อยๆ 
อาการ ไมเกรนก็จะหายไปได้ในที่สุด 










    การบำบัด "โรคเบาหวาน" ด้วยสมุนไพร "ต้นหมากดิบน้ำค้าง" (หญ้ารากหอม)



    ต้นหมากดิบน้ำค้าง (หญ้ารากหอม)

    ส่วนผสม 
    ต้นหมากดิบน้ำค้างล้างสะอาด 1 กำมือ 
    เตยหอมล้างสะอาดสับชิ้นเล็กๆ  1 ต้น

    วิธีปรุง  
    เอาสมุนไพรทั้ง 2 ชนิดมาใส่หม้อต้มยา ใส่น้ำสะอาดลงให้ท่วมตัวยา
    พอสมควร ยกหม้อตั้งบนเตาไฟ ต้มเคี่ยว 
    ไปจนตัวยาละลายออกมากับน้ำจนงวดลงเล็กน้อย
    ก็ยกหม้อต้มยาลงได้ ปิดผาหม้อเอาไว้ให้ความร้อนระอุทั่วกัน 
    ตัวยาจะละลายออกมาอีกเรื่อย เย็นลงแล้วดื่มเป็นยาได้ทันที

    ขนาดรับประทาน  
    ดื่มครั้งละ 1 แก้วเล็ก เช้า กลางวันและเย็น วันละ 3 ครั้ง 
    เวลาไปผ่านไปสัก 5-6 วัน ลองไปตรวจน้ำตาลในเลือดดูว่าลดแล้วหรือยัง 
    หากลดแล้วก็เลิกดื่มยาได้ แต่ถ้ายังไม่ลดหรือเพิ่งลดลงเล็กน้อย
    ให้ดื่มต่อไปอีก เพราะแต่ละบุคคลไม่เหมือนกัน 
    มีลดเร็วลดช้าได้เสมอ ต้องควบคุมน้ำตาลเรื่องอาหารให้ดีด้วย 
    เพื่อให้ได้ผลเมื่อดื่มยานี้


    การบำบัด "โรคเบาหวาน" ด้วยสมุนไพร "เมล็ดอินทนิลน้ำ" (ตะแบกดำ)



    ใบ / เมล็ดอินทนิลน้ำ (ตะแบกดำ)

    ส่วนผสม 
    ใบอินทนิลน้ำแห้ง 10 ใบ 
    เมล็ดแห้งของอินทนิลน้ำ 5 ผล 
    เตยหอมล้างสะอาดสับเป็นชิ้นเล็ก ๆ 1 ต้น

    วิธีปรุง 
    เอาสมุนไพรทั้ง 2 ชนิดมาใส่หม้อต้มยา ใส่น้ำสะอาดลงไปพอท่วม 
    ต้มเคี่ยวยานี้ไปจนน้ำยางวดลงเล็กน้อย น้ำยาละลายออกมากับน้ำแล้วยกลง 
    คงปิดฝาหม้อต้มยาเอาไว้อีก น้ำยาเย็นลงแล้วเอามาดื่มได้เป็นยาทันที

    ขนาดรับประทาน  
    ดื่มครั้งละ 1 แก้วเล็ก เช้า กลางวันและเย็น วันละ 3 ครั้ง 
    เวลาผ่านไปสัก 5 วัน ลองไปตรวจน้ำตาลในเลือดใหม่ว่าลดลง
    เป็นปกติแล้วหรือยัง  หากลดลงแล้วให้เลิกยาได้ทันที 
    ถ้ากำลังลดหรือเริ่มลดลงบ้างแล้ว 
    ให้ดื่มยานี้ต่อไปอีกแล้วตรวจน้ำตาลในเลือดใหม่