แสดงบทความที่มีป้ายกำกับ สุขภาพดี แสดงบทความทั้งหมด
แสดงบทความที่มีป้ายกำกับ สุขภาพดี แสดงบทความทั้งหมด

สุขภาพดีด้วยผักพื้นบ้านไทย


ผักพื้นบ้านไทยมีแร่ธาตุและวิตามินที่จำเป็นสำหรับร่างกาย ดังนี้


  • แคลเซียม มีหน้าที่เป็นส่วนประกอบที่สำคัญของกระดูกและฟัน จึงจำเป็นมาก สำหรับผู้เข้าสู่วัยทองในการป้องกันโรคกระดูกพรุน หรือกระดูกผุ นอกจากนั้นแคลเซียมยังช่วยในการทำงานของกล้ามเนื้อหัวใจ และระบบประสาทให้เป็นปกติ หน้าที่สำคัญอีกประการของแคลเซียมคือ ช่วยให้เลือดแข็งตัว เช่น เวลามีบาดแผลที่ไม่ใหญ่นัก เลือดก็จะหยุดไหล เพราะแคลเซียมไปช่วยให้เกิดการแข็งตัวของเลือด ก้อนเลือดก็จะไปอุดปลายหลอดเลือดที่ขาด ทำให้เลือดหยุดไหลได้


ตัวอย่างผักพื้นบ้านที่มีแคลเซียมสูง (ในส่วนที่กินได้ 100 กรัม)

ใบชะพลู               มี 601 มก. (แต่ใบชะพลูมีสารอ๊อกชาเลตอยู่ด้วย จึงควรกินกับเนื้อสัตว์
                              เช่น ทำเป็นเมี่ยงปลาทู หรือเมี่ยงคำที่ใส่กุ้งแห้ง  มิฉะนั้นถ้ากินใบชะพลู
                              โดยไม่มีเนื้อสัตว์อาจเกิดนิ่วในกระเพาะปัสสาวะได้)
ใบยอ                    มี 469 มก. ใช้ในการทำห่อหมก หรือใบอ่อนใช้ผัดน้ำมันหอยก็อร่อย
ฝักมะขามสด       มี 429 มก. เช่น ทำน้ำพริกส้มมะขาม
ยอดแค                 มี 395 มก. ใช้ต้มจิ้มน้ำพริก
ผักกระเฉด           มี 387 มก. ใช้จิ้มน้ำพริกทั้งสดและลวก ทำแกงส้ม ผัดไฟแดง เป็นต้น
ยอดสะเดา            มี 354 มก. ใช้ลวกจิ้มน้ำปลาหวาน
ดอกสะแล             มี 349 มก. นำมาปรุงเป็นแกงส้ม
มะเขือพวง           มี 158 มก. ใช้ใส่ในแกงเผ็ด ในน้ำพริก
ใบขี้เหล็ก              มี 156 มก.  ใช้แกงขี้เหล็ก
ใบย่านาง              มี 155 มก. ใช้ทำอาหารอีสานหลายชนิด
ใบบัวบก               มี 146 มก. ใช้จิ้มน้ำพริก กินกับก๋วยเตี๋ยวผัดไทย หมี่กรอบ ฯลฯ
ใบแมงลัก             มี 140 มก. ใช้ใส่แกงเลียง กินกับขนมจีนน้ำยา
ยอดกระถิน          มี 137 มก. กินได้ทั้งสด ลวก และชุบไข่ทอด
ตำลึง                     มี 126 มก. ใช้แกง ผัด ฯลฯ

ความจริงผักพื้นบ้านไทย ยังมีอีกหลายชนิดที่มีแคลเซียม แต่ไม่สูงมากจึงไม่ได้นำมากล่าวถึง

ในผู้ใหญ่ต้องการแคลเซียมวันละ 800 มิลลิกรัม จะกินแต่ผักอย่างเดียวจนได้ปริมาณ 800 มิลลิกรัมคงยาก จึงต้องหาจากแหล่งอื่นด้วย เช่น กินปลาเล็กปลาน้อย นมถั่วเหลือง กุ้งแห้ง ฯลฯ รวมไปกับผักที่มีแคลเซียมด้วย


  • ฟอสฟอรัส  ร่างกายต้องการไปพร้อมกับแคลเซียม เพื่อไปเป็นส่วนประกอบของกระดูกและฟันในรูปของแคลเซียมฟอสเฟต ซึ่งเป็นสารที่ไม่ละลายน้ำ ผักที่มีแคลเซียมสูงก็มักจะมีฟอสฟอรัส อยู่ด้วย ร่างกายต้องการฟอสฟอรัสต่อวันในผู้ใหญ่ประมาณวันละ 800 มิลลิกรัม เท่ากับจำนวนแคลเซียมที่ร่างกายต้องการ



  • ธาตุเหล็ก  เป็นส่วนประกอบของเม็ดเลือดแดง คือส่วนที่เรียกว่า ฮีโมโกรบิน ซึ่งเป็นตัวพาออกซิเจนไปเลี้ยงเนื้อเยื่อทั่วร่างกาย 


ความต้องการธาตุเหล็กของร่างกาย 
เด็ก             10-12 มก. ต่อวัน
ผู้ใหญ่ชาย  10 มก. ต่อวัน
ผู้ใหญ่หญิง 15 มก. ต่อวัน
หญิงต้องการมากกว่าชาย เพราะเสียเลือดไปกับประจำเดือน

ผักพื้นบ้านไทยที่มีธาตุเหล็กสูง คิดจากส่วนที่กินได้ 100 กรัม

ผักกูด             มี 36.3 มก.  ใช้ต้มน้ำเปล่า หรือกะทิ จิ้มน้ำพริก ฯลฯ
ขมิ้นขาว         มี 26 มก. กินสดกับน้ำพริก
ผักแว่น           มี 25.2 มก. กินสดกับเครื่องจิ้มต่างๆ
ใบแมงลัก       มี 17.2 มก. ใช้ใส่แกงเลียง และขนมจีนน้ำยา
ใบกะเพรา      มี 15.1 มก. ใช้ผัดกับเนื้อสัตว์และพริกสด ใส่แกงป่า ฯลฯ
ยอดมะกอก   มี 9.9 มก. ใช้กินสดกับเครื่องจิ้มต่างๆ
ยอดกระถิน   มี 9.2 มก. ใช้กินสด หรือชุบไข่ทอดร่วมกับเครื่องจิ้ม ฯลฯ
ดอกโสน        มี 8.2 มก. ใช้ลวก หรือชุบไข่ทอด กินกับเครื่องจิ้ม
ใบชะพลู        มี 7.6 มก. ใช้กินกับเมี่ยงต่างๆ
ใบย่านาง      มี 7.0 มก. ทำอาหารอีสาน ฯลฯ
ใบขี้เหล็ก      มี 5.8 มก. ใช้ทำแกงขี้เหล็ก
ผักกระเฉด    มี 5.3 มก. ใช้กินสดกับเครื่องจิ้ม ผัดไฟแดง แกงส้ม


  • วิตามิน   ในผักต่างๆ ได้แก่

วิตามินเอ

แม้ว่าเป็นวิตามินที่ร่างกายต้องการน้อย แต่ก็มีหน้าที่สำคัญต่อร่างกาย จึงขาดไม่ได้

หน้าที่ของวิตามินเอ

-ช่วยให้ผิวพรรณผ่องใส และยังรักษาสุขภาพของเยื่อบุอวัยวะ เช่นเยื่อบุหลอดลม เยื่อบุหลอดอาหาร และเยื่อบุตา เป็นต้น
-ช่วยป้องกันโรคตาบอดกลางคืน หรือช่วยปรับสายตาเมื่อเปลี่ยนจากแสงสว่างมาเป็นมืด หรือจากมืดเป็นสว่าง
-ช่วยในการเจริญเติบโตของร่างกาย
-ช่วยควบคุมการเจริญเติบโตของกระดูกและฟัน ร่วมกับแคลเซียม

วิตามินเอในพืชผักที่เรารับประทานกันอยู่ จะมีพวกแคโรทีน ซึ่งจะไปเปลี่ยนเป็นวิตามินเอ เมื่อเข้าสู่ร่างกายแล้ว ผักที่มีสารแคโรทีนมากได้แก่ พวกที่มีสีจัดๆ เช่น สีเหลือง จากฟักทอง สีเขียวเข้มจากตำลึง ใบย่านาง สีม่วงจากกะหล่ำปลีสีม่วง การเลือกกินผักสีต่างๆ และสีเข้มจะได้รับวิตามินเอมากกว่าผัก
สีอ่อน



วิตามินซี

มีในผัก และผลไม้ และในพืชที่กำลังงอก เช่น ถั่วงอก วิตามินซีเป็นสารที่สูญเสียง่ายจากความร้อน และยังละลาย น้ำได้อีกด้วย การกินผักผลไม้ จึงต้องกินสดๆ และอย่าเก็บไว้นานโดยเฉพาะพวกส้ม มีหลายท่านคิดว่าส้มเขียวหวานมีวิตามินซีมาก


ความจริงแล้วส้มเขียวหวานมีวิตามินซี 42 มิลลิกรัม/100 กรัมของส่วนที่กินได้
แต่ฝรั่งมีวิตามินซีถึง 187 มิลลิกรัม/100 กรัม
ส้มโอทองดี มี 60 มิลลิกรัม/100 กรัม
มะดันที่มีรสเปรี้ยวมากน่าจะมีวิตามินซีสูง กลับมีเพียง 16 มิลลิกรัม/100 กรัม
แต่มะเขือเทศที่ไม่เปรียวเท่าไหร่ มีวิตามินซี 32 มิลลิกรัม/100 กรัม
และมะละกอดิบ ก็มีวิตามินซีถึง 44 มิลลิกรัม/100 กรัม
วิตามินซีจึงไม่ได้อยู่ในผลไม้ที่มีรสเปรียวอย่างเดียว


หน้าที่ของวิตามินซี ช่วยให้ผนังเส้นเลือดฝอยแข็งแรงไม่เปราะ จึงไม่แตกง่าย ช่วยบำรุงเหงือกใช้รักษาโรคเลือดออกตามไรฟัน ช่วยในการดูดซึมของสารอาหารอื่น เช่น แคลเซียม เหล็ก ผักที่มีวิตามินซีสูงได้แก่ ดอกขี้เหล็ก ยอดสะเดา มะระขี้นก มะรุม พริก ดอกโสน ใบย่านาง เป็นต้น


ความต้องการวิตามินซีของร่างกาย
เด็ก           วันละ 45-50 มิลลิกรัม
ผู้ใหญ่       วันละ 60 มิลลิกรัม


ผักพื้นบ้านไทยใช่ว่าจะมีแต่วิตามินกับเกลือแร่ ยังมี


  • โปรตีน   เป็นส่วนประกอบด้วย เช่น


ยอดชะเอม       9.5 กรัม/100 กรัม ของส่วนที่กินได้ + วิตามินเอ
ลูกเนียง            8.8 กรัม/100 กรัมของส่วนที่กินได้
ยอดกระถิน      8.4 กรัม/100 กรัมของส่วนที่กินได้ + แคลเซียม
ยอดแค             8.3 กรัม/100 กรัมของส่วนที่กินได้ + แคลเซียมและวิตามินเอ
ผักกระเฉด       6.4 กรัม/100 กรัมของส่วนที่กินได้ + แคลเซียม + วิตามินเอ + วิตามินซี
ยอดสะเดา       5.4 กรัม/100 กรัมของส่วนที่กินได้ + แคลเซียม + วิตามินเอ + วิตามินซี



เพื่อสุขภาพที่ดีหันมากินอาหารพื้นบ้านแบบไทย ๆ กันนะคะ
หมดสมัยเรื่อง เนื้อนมไข่ กันแล้ว ซ้ำยังช่วยลดค่าใช้จ่ายอีกด้วย





  • อาการและการบำบัด "โรคเบาหวาน" ด้วยสมุนไพร
  • ผลมะระ
  • ต้นกระทืบยอด (ไมยราบ)
  • เถาตำลึงแก่
  • รากเตยหอม
  • ผลมะแว้งเครือ / มะแว้งต้น
  • เมล็ดหว้า
  • ใบ / เมล็ดอินทนิลน้ำ (ตะแบกดำ)
  • ต้นหมากดิบน้ำค้าง (หญ้ารากหอม)

  • การรักษาโรคไมเกรนด้วยสมุนไพร
  • ใบบัวบก
  • กระเทียม
  • ดอกแค




  • หลักการรับประทานอาหารให้สุขภาพดี

    ตามหลักการแล้วคนเราจะต้องกินอาหารทั้งให้ถูกต้องและเหมาะสม
    คำว่า กินถูกต้อง ก็คือต้องกินอาหารให้ครบ 5 หมู่  ซึ่งเป็นหมวดหมู่ที่ร่างกายเราต้องการ อันได้แก่


    • โปรตีน ซึ่งเป็นพวกที่ได้จากเนื้อสัตว์ ธัญพืช เช่น ถั่ว ผลิตภัณฑ์จากถั่วและไข่ เป็นต้น
    • คาร์โบไฮเดรต เป็นพวกข้าว เผือก มัน แป้ง น้ำตาล
    • ไขมัน ซึ่งอาจได้จากสัตว์ หรือพืชก็ได้
    • พืชผัก โดยเฉพาะพวกที่มีสีจัด เช่น เขียวเข้ม เหลือง ส้ม สีม่วง จะให้คุณค่าทางโภชนาการมาก
    • ผลไม้สด เช่น แตงโมง ส้ม มะละกอ ฝรั่ง



    ส่วนคำว่า เหมาะสม ก็หมายความว่าอาหารนั้นต้องเหมาะสมกับร่างกายของแต่ละคน เช่น คนเป็นโรคเบาหวาน ความเหมาะสมก็คืออาหารหมู่คาร์โบไฮเดรตต้องลดลง ส่วนคนที่ไขมันในเลือดสูง อาหารพวกกะทิ พวกทอดหรือผัดน้ำมันมากๆ ก็ต้องหลีกเลี่ยง เป็นต้น





    ทำไมเราต้องกินอาหารให้ครบ 5 หมู่อย่างนี้ก็ควรจะทราบความสำคัญของแต่ละหมู่ก่อน
    หมู่โปรตีน ใช้สร้างเนื้อเยื่อทั่วร่างกาย สร้างเอนไซม์ เช่น น้ำย่อยอาหาร ฮอร์โมน สร้างภูมิต้านทานเพื่อต่อสู้เชื้อโรค และใช้เป็นแหล่งพลังงานให้กับร่างกายด้วย
    แต่การกินโปรตีนจนล้นมากเกินไป โดยเฉพาะกินเนื้อสัตว์ (บก) มาก แทนที่สุขภาพจะดี กลับทำให้เกิดโรคได้หลายโรค เช่น


    • โรคอ้วน เพราะโปรตีนส่วนที่เกิน ระบบในร่างกายจะเปลี่ยนเป็นจากโปรตีนไปเป็นไขมันทำให้อ้วน
    • โรคความดันเลือดสูง
    • โรคหัวใจ
    • โรคมะเร็ง
    • โรคเสี่ยงต่อภาวะไตวาย เพราะไตต้องทำงานหนักมาก จากการย่อยสลายสารเอมีนที่มีอยู่ในโปรตีน แล้วขับออกทางปัสสาวะ
    • ทำให้ปวดข้อเพราะมีกรดยูริคสูงจากโปรตีนล้นเกิน
    • เสี่ยงต่อโรคกระดูกบาง เพราะในเนื้อสัตว์มีฟอสฟอรัสสูงมาก ตามปกติร่างกายจะสร้างสมดุลระหว่างแคลเซียมต่อฟอสฟอรัสจะเท่ากับสองต่อหนึ่ง เมื่อเนื้อสัตว์มีฟอสฟอรัสสูงมาก ร่างกายก็จะไปละลายแคลเซียมจากกระดูก เพื่อให้เกิดสมดุลระหว่างแคลเซียมกับฟอสฟอรัส คือ สองต่อหนึ่ง เมื่อกระดูกถูกดึงแคลเซียมไปจึงเกิดโรคกระดูกบางและหักง่าย
    • เสี่ยงต่อภาวะภูมิแพ้จากสารเสียที่เกิดจากการย่อยสลายของเนื้อสัตว์




    ความจริงแล้วโปรตีนไม่ได้มาจากเนื้อสัตว์อย่างเดียว พวกที่กินอาหารมังสวิรัตก็จะได้โปรตีนจากข้าวกล้อง ถั่ว และผลิตภัณฑ์จากถั่วเหมือนกัน เช่น เต้าหู้ เป็นต้น

    คนเราตั้งแต่แรกเกิดจนถึงอายุ 18 ปี โปรตีนจะทำหน้าที่สร้างความเจริญเติบโตให้กับร่างกาย หลังจากนั้นโปรตีนก็จะทำหน้าที่ซ่อมสิ่งสึกหรอ ดังนั้นเมื่อพ้นวัยเจริญเติบโตแล้วหรือเป็นผู้ใหญ่โดยเฉพาะอายุมากแล้ว  จึงไม่จำเป็นต้องกินโปรตีนมาก เพราะร่างกายต้องการโปรตีนเพื่อมาซ่อมส่วนสึกหรอเท่านั้น ยิ่งกินโปรตีนที่ย่อยง่าย เช่น ปลา จะยิ่งดีต่อสุขภาพของร่างกาย

    ในผู้ใหญ่ให้กินเนื้อสัตว์เพียง 100 กรัม หรือ 1ขีด หรือขนาดเท่ามือตัวเอง ที่หุบนิ้วติดกันทั้ง 5 นิ้ว และความหนาก็จะเท่ากับความหนาของมือ จะกินได้ประมาณ 100 กรัม เป็นจำนวนที่กินใน 1 วันไม่ใช่ 1 มื้อ ถ้าจะกินเนื้อสัตว์ 3 มื้อ ให้แบ่งเนื้อสัตว์มา 100 กรัมแล้วแบ่งเป็น 3 ส่วนหรือ 3 มื้อ  ถ้าจะกินมือเย็นมื้อเดียวก็กินมื้อนั้นได้ 1 กรัม

    แต่เด็กที่กำลังเจริญเติบโตต้องกินโปรตีนมากกว่าผู้ใหญ่ ถ้าตอนเช้ากินไข่ดาว หมูแฮม กลางวันกินข้าวหมูทอดกระเทียมพริกไทย ไข่เจียว เย็นกินสเต็ก (แม้จะเป็นปลาก็ตาม) ในผู้ใหญ่ถือว่าวันนั้นกินโปรตีนล้นเกินไปแล้ว เพราะเรามีสิทธิ์เพียง 100 กรัม ต่อวัน คือ 3 มื้อ

    ปริมาณโปรตีน (หน่วยเป็นกรัม) ในส่วนที่กินได้ 100 กรัม มีดังนี้

    ข้าวกล้อง                     7.8
    ข้าวซ้อมมือ                 6.6
    ข้าวโพดเหลืองต้ม       4.3
    ข้าวหอมมะลิ(ขาว)       6.2
    ข้าวเหนียวขาวนึ่ง         4.1
    เต้าหู้                             7.8
    ถั่วแดง                         21.1
    เนื้อไก่                         14-23
    เนื้อวัว                         13-21
    เนื้อหมู                         19.6
    เนื้อปลา                      16-25
    กุ้งกุลาดำ                     20.1
    ปลาทูนึ่ง                      24.9
    ปลาหมึกล้วย               15.1
    ขนมปังปอนด์              12.2
    ไข่ไก่                           12.3


    ดูจากตารางข้างบนแล้ว สามารถเลือกกินโปรตีนหลายๆ อย่างรวมกันได้ แต่อย่าให้เกิน 100 กรัม ต่อวันก็แล้วกัน จะได้ห่างไข้ไกลโรค

    โปรตีนนั้นใช่ว่าจะมีแต่ในเนื้อสัตว์ในพืชก็มี เช่น

    ชนิดของผัก จำนวนกรัมในปริมาณที่กินได้ 100 กรัม เช่น

    ยอดชะอม 9.5 กรัม มีวิตามินเอด้วย
    ยอดกระถิน 8.4 กรัม มีแคลเซียมด้วย
    ยอดแค 8.3 กรัม มีแคลเซียมและวิตามินเอด้วย
    ผักกระเฉด 6.4 กรัม มีแคลเซียม วิตามินเอและซีด้วย

    ถ้าเรามากินอาหารแบบไทยๆ  เช่น มื้อเย็นแทนที่จะกินสเต๊ก ก็มากินข้าวกล้อง(สุก) ผัก น้ำพริกกะปิ ปลาทูทอด ก็จะได้คุณค่าทางอาหารมาก ส่วนยอดชะอม ยอดกระถินก็เอามาชุบไข่ทอด ผักกระเฉดกินสดๆ กรอบดี ส่วนยอดแคก็ลวกให้สุกเสียหน่อย เท่านี้ก็จะได้โปรตีนไม่น้อยแล้ว ไม่จำเป็นต้องไปกินอาหารที่มีแต่เนื้อสัตว์ (บก) ซึ่งจะอันตรายต่อสุขภาพมากกว่า และโอกาสที่จะเกิดโปรตีนล้นเกินก็มีมากกว่าด้วย



    ถ้าอยากมีสุขภาพแข็งแรงสมบูรณ์ก็ต้องหันกลับมากินอาหารแบบไทยเดิมๆ ของเราโดยเฉพาะกินผักพื้นบ้านให้มากๆ พวกผักสวนครัว รั้วกินได้ นอกจากจะประหยัดค่าใช้จ่ายยังให้คุณค่าทางอาหารสูง ยิ่งปลูกกินเองยิ่งจะมั่นใจในความปลอดภัยจากสารพิษ

    บางคนจะอ้างว่าไม่มีเวลาทำอาหารกินเองเพราะกว่าจะกลับถึงบ้านก็ค่ำแล้ว เหนื่อยทำไม่ไหว ความจริงแล้วสมัยนี้มีเครื่องครัวที่ทันสมัยทั้งทุ่นเวลาและผ่อนแรงได้มาก การที่เราไม่ทำกินเองเพราะขี้เกียจ และไม่รักษาสุขภาพต่างหาก พวกอาหารถุงส่วนใหญ่จะเสี่ยงต่อความไม่สะอาดในการปรุง เสี่ยงต่อสิ่งปนเปื้อนที่เป็นอันตรายต่อสุขภาพ เช่น ผงชูรส สารแต่งสี แต่งกลิ่นที่เป็นสารเคมี พวกสารที่ทำให้กรุบกรอบที่เป็นพิษ

    อยากมีสุขภาพดีมาทำอาหารกินเอง แถมประหยัดเงินค่ายาอีกด้วย








  • อาการและการบำบัด "โรคเบาหวาน" ด้วยสมุนไพร
  • ผลมะระ
  • ต้นกระทืบยอด (ไมยราบ)
  • เถาตำลึงแก่
  • รากเตยหอม
  • ผลมะแว้งเครือ / มะแว้งต้น
  • เมล็ดหว้า
  • ใบ / เมล็ดอินทนิลน้ำ (ตะแบกดำ)
  • ต้นหมากดิบน้ำค้าง (หญ้ารากหอม)

  • การรักษาโรคไมเกรนด้วยสมุนไพร
  • ใบบัวบก
  • กระเทียม
  • ดอกแค